ข้ามสู่เนื้อหาหลัก

ปฎิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

คณะรัฐมนตรีมีมติจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการปฏิรูปการเมือง ภายใต้คณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อการศึกษาแนวทางการดำเนินการปฏิรูปการเมือง โดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพื่อวางระบบการบริหารประเทศให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ ภายใต้แนวทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพื่อความสอดคล้องกับสภาพสังคมไทย รวมทั้งสามารถสนองต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

คณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการปฏิรูปการเมืองได้รายงานข้อเสนอแนวทางเพื่อการปฏิรูปทางการเมืองต่อคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ โดยสรุปได้ 4 ประเด็นดังนี้

  1. โครงสร้างทางสังคม การเมืองและเศรษฐกิจตามรัฐธรรมนูญ แบ่งเป็น 5 ส่วน ได้แก่ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ อำนาจในระบบบริหารราชการแผ่นดิน และการกระจายอำนาจพรรคการเมืองและนักการเมือง โครงสร้างทางอำนาจและการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ และกระบวนการมีส่วนร่วมภาคประชาชน
  2. วัฒนธรรมทางการเมืองที่สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจสังคมและวิถีประชาธิปไตยของไทยและที่เป็นสากล ทั้งในระดับปัจเจกชนและชุมชน โดยผ่านระบบการศึกษาและระบบอื่นๆในสังคม
  3. หลักนิติธรรม และระเบียบกฎเกณฑ์เงื่อนไขต่างๆที่ส่งเสริมต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ตามหลัก "นิติรัฐ"
  4. บทบาททางการเมืองของภาคส่วนต่างๆที่สอดคล้องและส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม

พร้อมกันนี้ คณะอนุกรรมการฯได้เสนอแนวทางการดำเนินการปฏิรูปการเมืองไว้ 3 ระยะคือ ระยะสั้น (1 ปี) ระยะกลาง (3 ปี) และระยะยาว (5 ปี) ดังนี้

  • ระยะสั้นและระยะกลาง ให้ศึกษาโครงสร้างรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่เป็นธรรม และประเด็นทางการเมืองที่มีผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจ และเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาการเมือง นำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางมาตรา
  • ระยะกลางและระยะยาวให้มีองค์กรรับผิดชอบในการเผยแพร่ความรู้ด้านประชาธิปไตยเพื่อปลูกฝังวิถีประชาธิปไตยให้แก่เยาวชนและประชาชน ซึ่งเป็นฐานในการปฏิรูปการเมือง

ทั้งนี้ยังมีข้อเสนอให้มีสภาปฏิรูปการเมืองแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ผ่านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ภายใต้ความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย เช่น

  • จัดโครงการส่งเสริมวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประจำปี 2552
  • จัดอบรมวิทยากรเพื่อการฝึกอบรมอาสาสมัครต้นแบบประชาธิปไตยรวม 175,400 คน การพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนให้เป็นผู้นำเครือข่ายชุมชน
  • การจัดเวทีขับเคลื่อนกระบวนงานเพื่อการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน

แบ่งปันผ่านทาง Social networks

  • แบ่งปันผ่านทาง  googlebuzz
  • ส่งหน้านี้เข้าอีเมล์
  • พิมพ์หน้านี้

ความคิดเห็น

วรวิทย์'s picture

การตรวจสอบ

การแสดงบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองและข้าราชการ ควรจะตรวจสอบด้วยระบบ online ให้เห็นถึงกระแสเงิน ทรัพย์สิน ต่างๆ ทั้งบุตร บิดามารดา โดยไม่กำหนดระยะเวลาการตรวจสอบ หลังจากการดำรงค์ตำแหน่ง
ผู้สมัคร สส สว จะต้องมีการตรวจที่มาของทรัพย์สินว่าสอดคล้องกับการเสียภาษีหรือไม่

ความคิดเห็น

วรวิทย์'s picture

ฝ่ายนิติบัญญัติ

คุณสมบัติของ สส.จะมีการตรวจสอบคุณสมบัติทางจริยธรรมได้อย่างไร คุณภาพของ สส เรามีมาตราฐานทางจริยธรรมต่ำมาก
สส.ควรจะมีวาระ แค่ สองสมัยแล้วต้องเว้นวรรค 1สมัย จำนวน สส เหลือเพียง 300 คน ก็เพียงพอแล้ว
สส ไม่ควรเคยถูกพิพากษาจากทุกๆกรณี และไม่เคยถูกอัยการสั่งฟ้อง

ความคิดเห็น

วรวิทย์'s picture

ฝ่ายนิติบัญญัติ

สส สว ที่ไม่เข้าร่วมประชุม หรือไม่อยู่ในที่ประชุม มีการปรับเบี้ยประชุม หรือมีมาตรการลงโทษหรือไม่ ถือว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และขาดความรับผิดชอบ สส สว ที่มีเวลาการเข้าร่วมประชุมสภาน้อยกว่า 80 % ตัดสินในการลงสมัครครั้งต่อไปได้หรือไม่

ความคิดเห็น

วรวิทย์'s picture

องค์กรอิสระ

องค์กรอิสระที่มีหน้าที่ในการตรวจฝ่ายบริหารดังนั้นองค์กรอิสระจึงไม่ควรมาจากการสรรหา จาก สส หรือ สว องค์อิสระน่าจะสรรหามาจากอำนาจการตรวจสอบอย่างเดิมคืออำนาจตุลาการ อาจจะให้ ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นแทน คือ สสฝ่ายรัฐ 1 คน ฝ่ายค้าน 1 คน สว 1 คน และ กรรมการอิสระจากฝ่ายตุลาการ สรร หา แล้วส่งให้ฝ่ายตุลาการคัดสรร

ความคิดเห็น

วรวิทย์'s picture

1.ที่มาขององค์กรอิสระ

ที่มาของ สว. ไม่ควรมาจากการเลือกตั้งฐานเดียวกับ สส.คือจำนวนประชากร ควรจะมาจากฐานอาชีพ ฐานภาษีหรือรายได้ สภาทางสายวิชาชีพที่ได้รับการยอมรับและมีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเกิน 10 ปี หรืออื่นๆเพื่อไม่ให้โครงสร้างของ สว.เหมือนกับ สส ซึ่งสุดท้ายก็กลายเป็นฐานของพรรคการเมือง ขาดความสมดุลย์ทางการตรวจสอบ

ความคิดเห็น

วรวิทย์'s picture

การแก้ไขอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ที่มาขององค์กร

1.อยากให้มีการพิจารณาการปรับปรุงอำนาจของตุลาการโดยจะต้องกำหนดให้มีการตัดสินคดีความที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลให้เสร็จภายใน 1 ปี การอุทธรณ์ฎีกา ขั้นละไม่เกิน 6 เดือน เพื่อเป็นการแสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์
ทางกฏหมายและลงโทษอย่างรวดเร็วต่อผู้กระทำความผิด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างกับผู้อื่นต่อไป

ขนาดตัวอักษร

  • ตัวหนังสือขนาดปกติ
  • ตัวหนังสือขนาดปานกลาง
  • ตัวหนังสือขนาดใหญ่