บอร์ดบีโอไอเห็นชอบนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน-อนุมัติส่งเสริมลงทุน 3 โครงการ 1.4 หมื่นล้าน
นายก รัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมบอร์ดบีโอไอ เห็นชอบนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เน้นส่งเสริมการลงทุนกลุ่มที่เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน - ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมอนุมัติส่งเสริมลงทุน 3 โครงการรวม 1.4 หมื่นล้านบาท เน้นกิจการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและพลังงานแสงอาทิตย์
วันนี้ เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุมงบประมาณ ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 3 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ครั้งที่ 2/2553 โดยมีนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม ภายหลังการประชุมนายสรยุทธ์ เพ็ชรตระกูล กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม และ นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้แถลงผลการประชุม สรุปสาระสำคัญดังนี้
เรื่องเพื่อทราบ
1. ผลสำรวจภาวะการจ้างงาน การผลิตและการจำหน่าย ของบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน
บี โอไอได้สำรวจภาวะการจ้างงาน การผลิตและการจำหน่ายของบริษัทขนาดใหญ่ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งบีโอไอทำการสำรวจเป็นประจำปีละ 2 ครั้ง โดยผลการสำรวจ ณ เดือนมกราคม 2553 มีบริษัทตอบแบบสำรวจจำนวน 412 บริษัท ซึ่งแต่ละบริษัทมีมูลค่าเงินลงทุนของทุกโครงการรวมกันตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป ผลสำรวจพบว่า ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมส่วนใหญ่จำนวน 223 บริษัทหรือร้อยละ 54 ของบริษัทที่ตอบแบบสำรวจจะเพิ่ม การจ้างงาน ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ผลสำรวจเรื่องแผนขยายการลงทุนในปี 2553 พบว่า มีจำนวน 116 บริษัทมีแผนจะขยายการลงทุนในปีนี้ คิดเป็นมูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 177,926 ล้านบาท โดยโครงการลงทุนขนาด 200 - 500 ล้านบาท จะอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่หากเป็นโครงการขนาดใหญ่เกิน 1,000 ล้านบาท จะอยู่ในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ กระดาษ พลาสติก กิจการบริการและสาธารณูปโภค
สำหรับอัตราการใช้กำลังการผลิตในปี 2553 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 58 ในปี 2552 เป็นร้อยละ 68 โดยเป็นการเพิ่มกำลังการผลิตในทุกอุตสาหกรรม เพราะมียอดคำสั่งสั่งซื้อเริ่มกลับคืนมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่มูลค่าการส่งออกของบริษัทที่ได้รับส่งเสริมในปี 2553 คาดว่าการส่งออกจะขยายตัวประมาณร้อยละ 10 หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท โดยการส่งออกของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งอุตสาหกรรมเกษตรจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนมูลค่าการจำหน่ายในประเทศ คาดว่าปีนี้ทุกอุตสาหกรรมจะมียอดขายเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 5 หรือประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท
2. ภาวะการส่งเสริมการลงทุนช่วง 2 เดือนแรกของปี 2553
พบ ว่ามียอดขอรับการส่งเสริมลงทุนมูลค่าประมาณ 78,800 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2552 ร้อยละ 25 ทั้งนี้เพราะในเดือนมกราคมปี 2552 ได้มีโครงการขนาดใหญ่ในกิจการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ 2 โครงการ มูลค่าลงทุนรวมกว่า 81,000 ล้านบาท แต่หากพิจารณาจากจำนวนโครงการที่ยื่นขอรับส่งเสริมลงทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 60 จาก 125 โครงการเป็น 200 โครงการ เกิดการจ้างงาน 29,647 คน โดยอุตสาหกรรมที่มีผู้สนใจขอรับส่งเสริมลงทุนมากเป็นอันดับ 1 คือ บริการและสาธารณูปโภค มีเงินลงทุนรวม 49,400 ล้านบาท อันดับที่ 2 คือ อุตสาหกรรมเกษตร มีมูลค่าการลงทุนรวม 9,900 ล้านบาท อันดับ 3 คือ อุตสาหกรรมโลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 7,300 ล้านบาท
ส่วนการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศใน ช่วง 2 เดือนแรก พบว่า ญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศที่มีการลงทุนในประเทศไทยสูงสุดทั้งจำนวนโครงการและ เงินลงทุน โดยมีจำนวน 43 โครงการ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 52 ของโครงการลงทุนจากต่างประเทศทั้งสิ้น และมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 12,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเกือบ 2 เท่า ส่วนใหญ่เป็นโครงการผลิตชิ้นส่วนฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ กิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ขณะที่ประเทศจีน มีการลงทุนรองลงมา โดยมีมูลค่าลงทุนรวม 6,238 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10 ของมูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศทั้งสิ้น โครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ เงินลงทุนกว่า 6,000 ล้านบาท
เรื่องเพื่อพิจารณา (นโยบายส่งเสริมการลงทุน)
นโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
ที่ ประชุมเห็นชอบนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยได้พิจารณาทบทวนและปรับปรุงมาตรการเดิมที่มีความสำคัญต่อการสร้างการลง ทุนที่ยั่งยืน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเดิมปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสิ้น 5 มาตรการ โดยจะต้องยื่นขอรับภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2555 ส่วนการพิจารณาออกมาตรการใหม่จะนำเสนอในการประชุมบอร์ดบีโอไอครั้งต่อไป
สำหรับมาตรการที่ได้รับความเห็นชอบในครั้งนี้ ประกอบด้วย
1.มาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งปรับปรุงมาจากมาตรการพิเศษเพื่อเร่งรัดการลงทุนในปีแห่งการลงทุน 2551-2552 โดยกำหนดให้อุตสาหกรรมเป้าหมายรวม 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มกิจการเกี่ยวกับการประหยัดพลังงานและพลังงานทดแทน 2) กลุ่มกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 3) กลุ่มกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยผู้ประกอบการสามารถยื่นขอรับสิทธิและประโยชน์ อาทิ ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปีทุกเขต ยกเว้นกรุงเทพฯ และได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้อีก 50% เป็นเวลา 5 ปี
2.มาตรการส่งเสริมการลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักร เพื่อการประหยัดพลังงาน หรือการใช้พลังงานทดแทน หรือการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ซึ่ง มีเป้าหมายกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเดิมลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักร เพื่อการประหยัดพลังงาน หรือนำพลังงานทดแทนมาใช้ในกิจการ หรือลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ผู้ประกอบการจะต้องยื่นแผนการลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักรที่จะต้อง แล้วเสร็จภายใน 3 ปีนับจากวันได้รับออกบัตร โดยได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี เป็นสัดส่วนร้อยละ 70 ของเงินลงทุนโดยให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้จากรายได้ของกิจการที่ดำเนินการ อยู่เดิม
3.มาตรการส่งเสริมการลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยีเพื่อการผลิตผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่
เพื่อ สนับสนุนให้ผู้ประกอบการเดิมที่มีการลงทุนอยู่แล้ว ใช้เครื่องจักรอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถขยายตลาดไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และรักษาการจ้างงาน ทั้งนี้กำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมมาตรการดังกล่าว จะต้องลงทุนด้านเครื่องจักรปรับปรุงสายการผลิตเดิม ให้สามารถผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ที่จะต้องมีความแตกต่างจากผลิตภัณฑ์เดิม และสามารถระบุชื่อชนิดผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ชัดเจน โดยจะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรทุกเขต ยกเว้นภาษีเงินได้ 3 ปี สำหรับรายได้ของผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่
4.มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม
ซึ่ง เป็นการส่งเสริมและกระตุ้นให้โรงงานอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการจัดการสิ่ง แวดล้อมมากขึ้น ครอบคลุมกิจการประเภทโรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกก๊าชธรรมชาติ โรงไฟฟ้า เคมีและปิโตรเคมี แร่ และโลหะพื้นฐาน โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเดิม ทั้งที่ได้และไม่ได้รับส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ขอรับสิทธิและประโยชน์ตามมาตรการนี้ได้ ทั้งนี้ต้องยื่นแผนลงทุนลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปีนับจากวันออกบัตร ซึ่งจะได้รับสิทธิและประโยชน์ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี เป็นสัดส่วน ร้อยละ 70 ของเงินลงทุน
5.มาตรการ ให้การส่งเสริมแก่กิจการที่ประกอบการอยู่เดิม ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ในเรื่องการยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบ หรือสิทธิประโยชน์ตามมาตรา 36 (1) และ (2)
เพื่อช่วยเหลือสภาพ คล่องแก่ผู้ประกอบให้สามารถนำเข้าวัตถุดิบได้โดยไม่ต้องมีภาระดอกเบี้ย ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการใช้หนังสือค้ำประกันของธนาคาร และไม่มีภาระดอกเบี้ยในกรณีต้องชำระอากรวัตถุดิบก่อน โดยกำหนดกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้รับสิทธิและประโยชน์ตามมาตรการนี้ 4 กลุ่ม ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสนับสนุน ได้แก่ ชิ้นส่วนยานพาหนะ ผลิตภัณฑ์พลาสติก หรือเคลือบพลาสติก ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน ซึ่งส่วนใหญ่มีการส่งผ่านชิ้นส่วนหลายทอดก่อนการส่งออก โดยได้รับยกเว้นอากรขาเข้าวัตถุดิบที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออก เป็นระยะเวลา 1 ปี
สำหรับการออกมาตรการหรือแนวทางใหม่ ๆ เพื่อนำไปสู่การสร้างการลงทุนที่ยั่งยืนซึ่งกำหนดไว้ 4 มาตรการ ได้แก่ 1. มาตรการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สู่อุตสาหกรรมฐานความรู้ 2.มาตรการสร้างความเข้มแข็งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3.มาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน และ 4.มาตรการสร้างฐานอุตสาหกรรมและบริการจากความคิดสร้างสรรค์และความเป็นไทย บีโอไออยู่ระหว่างหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำรายละเอียดต่อไป
เรื่องพิจารณาโครงการลงทุน
ที่ประชุมมีมติให้การส่งเสริมการลงทุน 3 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 14,482 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ 3 จำกัด ได้รับการส่งเสริมลงทุน ผลิตไฟฟ้าจากก๊าซ ธรรมชาติ กำลังการผลิต 142 เมกะวัตต์ ไอน้ำ 30 ตันต่อชั่วโมง โดยมีมูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้น 5,600 ล้านบาท โครงการนี้จะใช้ก๊าซธรรมชาติจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ประมาณ 20 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ใช้น้ำดิบจากบริษัท อมตะ วอเตอร์ จำกัด ประมาณ 1,095,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน กระแสไฟฟ้าที่ได้จะจำหน่ายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 90 เมกะวัตต์ และบริษัทต่างๆ ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร 52 เมกะวัตต์
2. บริษัท พัฒนาพลังงานธรรมชาติ จำกัด ได้รับการส่งเสริมลงทุน ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์กำลังการผลิต 55 เมกะวัตต์ โดยมีมูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้น 7,960 ล้านบาท
โครงการ นี้จะติดตั้งแผง Solar Cell แบบ Thin Film เพื่อผลิตไฟฟ้า 55 เมกะวัตต์ จำหน่ายให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ตั้งสถานประกอบการที่อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี
3. บริษัท เอ็นพีเอส โอเชี่ยนสตาร์ จำกัด ได้รับการส่งเสริมลงทุนในกิจการขนส่งทางเรือ ให้บริการขนส่งถ่านหิน ให้กับบริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ ซัพพลาย จำกัด ผู้ผลิตไฟฟ้า มีมูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้น 922 ล้านบาท มีเส้นทางขนส่ง 2 เส้นทาง คือ ไทย-อินโดนีเซีย และ ไทย-เวียดนาม โดยใช้เรือบรรทุกสินค้าเทกอง จำนวน 1 ลำ จากประเทศญี่ปุ่นดำเนินกิจการ
โดย กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
ที่มา - รัฐบาลไทย




