นายกรัฐมนตรีวอนประชาชนอย่าตื่นตระหนกจะดูแลบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อย
นายก รัฐมนตรีเรียกประชุมกอ.รมน.เน้นภารกิจคือการรักษาความสงบเรียบร้อยในช่วงการ ชุมนุม ตั้งรองนายกฯ สุเทพเป็นผอ.ศอ.รส. และตั้งเลขาธิการนายกฯ เป็นประธานคณะทำงานประสานกับกลุ่มผู้ชุมนุม
วันนี้ (10 มี.ค.) เวลา 10.00 น. ที่อาคารรัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.รมน.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภายหลังคณะรัฐมนตรีอนุมัติการบังคับใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 11-23 มีนาคม 2553 โดยมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.อ.อิทธิพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ รมน. นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ปรึกษา (สบ.10) แทน รรท.ผบ.ตร. เข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพียง
ภาย หลังการประชุม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมได้อนุมัติเรื่องของแผนการปฏิบัติงาน ภายหลังที่ประชุมครม.ได้ประกาศให้เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และหลายอำเภอ เป็นพื้นที่ปรากฏเหตุที่จะรักษาความมั่นคงตามกฎหมาย หลักสำคัญที่ได้มีการเน้นย้ำในที่ประชุม ภารกิจคือการรักษาความสงบเรียบร้อย ไม่ให้การชุมนุมนั้นมีผลกระทบให้สถานการณ์ลุกลาม กระทบต่อการใช้ชีวิตของพี่น้องประชาชน นี่คือภารกิจหลักที่ได้ซักซ้อมทำความเข้าใจ
นายก รัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ส่วนแนวปฏิบัตินั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือจะได้ยึดถือตามแนวคำวินิจฉัยของศาล ปกครอง เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2551 ซึ่งตนคิดว่าจะเป็นกติกาที่ดีที่สุดสำหรับทุกๆฝ่ายที่จะยึดถือ ในด้านของประชาชนที่จะมาชุมนุมนั้น ศาลปกครองได้ชี้ไว้ชัดว่าการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธตามรัฐธรรมนูญ เป็นการชุมนุมที่ได้รับการคุ้มครอง อย่างไรก็ตามการชุมนุมที่เข้าข่ายลักษณะที่จะเป็นการชุมนุมที่ได้รับการคุ้ม ครองตามรัฐธรรมนูญ ต้องไม่มีลักษณะการสร้างความหวาดกลัว ข่มขู่ หรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือการใช้ชีวิตตามปกติของประชาชน เพราะฉะนั้นอันนี้จะเป็นจุดที่เราจะยึดถือว่าตราบเท่าที่การชุมนุมอยู่ใน กรอบของรัฐธรรมนูญสามารถที่จะดำเนินการได้ ในทางตรงกันข้ามการเตรียมการของรัฐบาลที่ผ่านมาเราอำนวยความสะดวกในเรื่อง การจัดระเบียบต่าง ๆ ที่จะดูแลให้การชุมนุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
“อีก ด้านหนึ่งเช่นเดียวกันว่าหากการชุมนุมไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ทางเจ้าหน้าที่สามารถที่จะเข้าไปดำเนินการตามกฎหมายได้ ซึ่งศาลปกครองได้ชี้ไว้ชัดเจนว่าต้องปฏิบัติตามหลักสากล และต้องดำเนินการสมควรแก่เหตุ เพราะฉะนั้นการดำเนินการของเจ้าหน้าที่จะมีการดำเนินการโดยจะต้องแจ้งต่อ ผู้ชุมนุมอยู่ตลอด ว่าสิ่งที่เจ้าหน้าที่จะปฏิบัติสืบเนื่องมาจากอะไร จะปฏิบัติอย่างไร เมื่อไร เพื่อที่จะให้เป็นไปตามหลักสากล” นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นอกจากนั้นที่ประชุมยังได้เห็นชอบให้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา โดยใช้คำว่าคณะทำงานประสานงานกับผู้ชุมนุมหรือแกนนำผู้ชุมนุม โดยมอบหมายให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งการทำงานมีลักษณะที่ว่าหากมีเหตุหรือแนวโน้มที่จะเกิดเหตุ ที่นำไปสู่ความไม่เข้าใจก็จะมีการให้คณะทำงานเข้าไปประสานงานกับผู้ชุมนุม ให้เกิดความเข้าใจที่ดี เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดหรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ การทำงานของคณะกรรมการประสานงานกับผู้ชุมนุม จะต้องติดตามข่าวสารต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างว่าหากมีปัญหาเกิดขึ้นกับเรื่องของการจราจร หรือการสัญจรไปมาของประชาชน อาจจะต้องมีการประสานงานกับผู้ชุมนุมว่าจะปรับเปลี่ยนแนวปฏิบัติหรือปรับแผน กันอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อน เป็นต้น
ผู้ สื่อข่าวถามว่า มีการประเมินหรือไม่ว่าช่วงการชุมนุมการบริหารราชการแผ่นดินจะเป็นปกติหรือ ไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การชุมนุมจะเริ่มในวันที่ 12 มีนาคม ซึ่งจะมีการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 14 มีนาคม ตามที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้ประกาศไว้ ซึ่งวันที่ 13 – 14 มีนาคม เป็นวันเสาร์ วันอาทิตย์ เพราะฉะนั้นวันที่ 12 มีนาคมซึ่งเป็นวันศุกร์ คาดว่ายังคงไม่เป็นปัญหาอะไร ส่วนหลังจากวันที่ 14 มีนาคม ยังไม่ทราบ เพราะยังไม่มีความชัดเจนว่าแนวโน้มการชุมนุมจะเป็นอย่างไร ยังไม่ได้มีการกำหนดอะไรเป็นพิเศษ ถือว่าทุกอย่างยังเป็นไปตามปกติ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในที่ประชุมได้ตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ขึ้นหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้ที่รับผิดชอบศูนย์ตามกฎหมาย ขณะเดียวกันจะมีคณะกรรมการซึ่งเป็นที่ปรึกษาของศูนย์ หลักก็คือจะใช้คณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง (คตม.) เข้ามาเป็นที่ปรึกษา นอกเหนือจากรัฐมนตรีซึ่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการอำนวยการฯ ที่ประชุมกันในวันนี้อยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า คณะกรรมการชุดดังกล่าวแปรสภาพมาจากคตม.หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะเรียกว่าแปรสภาพมาก็ได้ เพราะตัวศูนย์จะเป็นผู้รับผิดชอบ จึงให้คนที่ทำหน้าที่เป็นคตม.มาเป็นที่ปรึกษาด้วย
ผู้ สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้เริ่มมีสงครามข่าวสารใส่ร้ายฝ่ายตรงข้าม ในส่วนผู้ชุมนุมระบุว่ารัฐเตรียมที่จะก่อเหตุเพื่อป้ายสีให้กับผู้ชุมนุม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนมีเรื่องที่อยากจะย้ำคือ 1.วันนี้ในเชิงการปฏิบัติตนเข้าใจว่าจากนี้ไปผู้รับผิดชอบจะมีการแถลงข่าว เป็นระยะๆ แต่จะเห็นได้ว่าการประชุมเตรียมการทุกครั้ง เราเน้นเสมอว่าภารกิจของเราคืออะไร ไม่เคยมีตรงไหนเลยที่ภารกิจของรัฐบาลชุดนี้พูดถึงการจะเข้าไปปราบปรามหรือ สร้างปัญหา เพื่อประโยชน์ในการที่จะไปทำอะไรกับผู้ชุมนุมเลย ไม่เคยเป็นเป้าหมายของรัฐบาลนี้ และได้ซักซ้อมในการทำงานทุกครั้งที่มีการประกาศใช้ แม้กระทั่งในช่วงที่มีการประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
“เราก็พิสูจน์มาตลอดว่ารัฐบาล นี้ไม่มี ในกรณีของรัฐบาลชุดปัจจุบันไม่เคยมีว่าผู้ชุมนุมมาต่อต้านรัฐบาลแล้วถูก ระเบิดยิงเข้าไป ถูกทำร้ายในลักษณะซึ่งเป็นความพยายามที่จะไปสร้างปัญหา รวมทั้งก่อนหน้านี้ผู้ที่บอกว่ารัฐบาลสร้างเหตุการณ์สถานการณ์ต่างๆ เช่น กรณีการปาระเบิด ก็มีการจับกุมดำเนินการตรงไปตรงมามีภาพจากวงจรปิด เพราะฉะนั้นประเด็นแรกที่ผมอยากจะย้ำคือแนวปฏิบัติและการซักซ้อมทำความเข้า ใจของรัฐบาลนี้สม่ำเสมอทุกครั้งชัดเจนไม่เคยถือเป็นเรื่องของเป้าหมายหรือ ภารกิจเลยที่จะไปสร้างปัญหาให้กับคนกลุ่มไหนทั้งสิ้น และ ประการที่ 2 ต้องถามว่ารัฐบาลจะทำเช่นนั้นทำไม ผมมองไม่เห็นเลยว่าผมและรัฐบาลจะได้ประโยชน์อะไรจากการที่ทำให้เกิดความ รุนแรงหรือความวุ่นวายขึ้น ผมเองเป็นคนบอกมาตลอดว่าการเคลื่อนไหวหรือการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง มันไม่มีหรอกที่ไปบอกว่าใช้กฎหมายเด็ดขาดแค่ไหน กำลังแค่ไหน เข้าไปปราบปรามแล้วมันจะหมด มันเป็นไปไม่ได้ ผมถือว่ามันเป็นขบวนการทางการเมือง ตรงกันข้ามใครไปทำอย่างนั้นมีแต่ทำให้ขบวนการทางการเมืองนี้เติบโตขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรเลยกับผมกับรัฐบาลที่จะมีเหตุอย่างนี้ เกิดขึ้น” นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะเดียวกันกองทัพก็มีความชัดเจนว่าทำงานโดยการสนองนโยบายของรัฐบาล และกองทัพได้พูดชัดหลายครั้งว่าไม่ได้มีวาระวัตถุประสงค์แอบแฝงทางการเมือง และไม่มีคนกลุ่มใดเลยในสังคมขณะนี้ที่มองว่าการมีความรุนแรง การปฏิวัติรัฐประหาร แล้วจะเกิดประโยชน์กับตัวเอง มีคนกลุ่มเดียวที่จะได้ประโยชน์คือคนกลุ่มที่ต้องการล้มกระดาน เพราะฉะนั้น ตนคิดง่ายๆ ว่าการสร้างสถานการณ์ไม่รู้ว่าใครจะไปคิดทำอย่างนั้นเพราะว่าไม่ฉลาด ไม่ได้มีผลอะไรกับตัวเองเลย มีแต่ว่าไปสร้างประโยชน์ให้กับคนกลุ่มเล็กๆ ที่คิดเรื่องพวกนี้จริงๆ ซึ่งต้องการล้มกระดานครับ
ผู้ สื่อข่าวถามว่า นายสุเทพรายงานในที่ประชุม ครม. และที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์ ว่าหน่วยข่าวรายงานว่าจะมีการก่อเหตุโดยใช้ระเบิดใหญ่ 2 จุด และจะระเบิดแบบดาวกระจายอีกกว่า 40 จุด จะบอกกับประชาชนให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่มีครับ อย่างที่เรียนมีการข่าวที่พูดถึงลักษณะการก่อเหตุวินาศกรรมอยู่จริง แต่รัฐบาลได้ติดตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนต่างๆ ที่อยู่ในข่ายต้องสงสัยตามปกติอย่างใกล้ชิด ที่ผ่านมาอย่างเช่น การปาระเบิดธนาคารกรุงเทพ 3-4 แห่ง เป็นตัวอย่าง ซึ่งเราได้ดำเนินการจับกุมขยายผลต่อไป สิ่งที่อยากจะย้ำคือไม่ต้องตื่นตระหนกแต่อย่าประมาท และอยากขอความร่วมมือจากประชาชนว่าเวลาที่มีเรื่องของวินาศกรรม คนที่จะช่วยรัฐบาลได้ดีที่สุดคือประชาชน เพราะถ้าประชาชนเป็นเสมือนเครือข่ายรักษาความสงบของบ้านเมือง เราจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตนได้เน้นย้ำกับหน่วยราชการและหน่วยงานภาคเอกชนให้ช่วยกันสอดส่องดูแล ตนเชื่อว่าถ้าทุกคนทำอย่างนี้ได้ไม่มีอะไรต้องตื่นตระหนก
ผู้ สื่อข่าวถามว่า ข่าวการก่อวินาศกรรม การลอบวางระเบิด ออกมาจากทางรัฐบาลเองซึ่งดูเหมือนรัฐบาลทำให้สังคมตื่นตระหนกมากเกินไปหรือ ไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย และต้องการให้ประชาชนมีความตื่นตัวในสถานการณ์อย่างนี้แต่ไม่ใช่ตื่น ตระหนก ไม่มีประโยชน์ที่รัฐบาลจะไปสร้างความตื่นตระหนก เพราะจะมีผลกระทบด้านต่าง ๆ
“ผมย้ำอีกครั้งว่า เวลามีข่าวความรุนแรงออกมา รัฐบาลพูดเป็นเสียงเดียวกันหมดว่ารัฐบาลไม่มีความคิดที่จะใช้ความรุนแรง ตรงกันข้ามกลุ่มบุคคล เช่น นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง หรือกลุ่มบุคคลที่ขึ้นปราศรัยบนเวทีต่างๆ พูดจาอย่างชัดเจนว่าเขาพร้อมที่จะใช้ความรุนแรง เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องที่อยู่ดี ๆ รัฐบาลไม่มีอะไรเลย แล้วนึกสนุกพูดขึ้นมา เพราะไม่ได้เป็นประโยชน์กับรัฐบาลอยู่แล้ว แต่ทั้งหมดมาจากการที่มีกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งซึ่งพูดเองว่าเขาพร้อมจะใช้ ความรุนแรง ซึ่งมีการข่าวเข้ามา เราก็ต้องการที่จะเตือนประชาชน ในทางตรงกันข้ามหากเกิดเหตุขึ้นแล้วเราไม่ได้เตือนประชาชนเลย เราก็บกพร่อง และผมย้ำอีกครั้งว่าไม่ต้องตื่นตระหนก เพียงแต่อย่าประมาท และช่วยกันเป็นหูเป็นตาทุกอย่างจะเรียบร้อย”
ผู้ สื่อข่าวถามว่า อธิบายหน่วยเคลื่อนที่เร็วที่สามารถติดอาวุธได้มีภารกิจอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หน่วยเคลื่อนที่เร็วจะเป็นหน่วยเข้าไปแก้ไขปัญหาเมื่อเกิดเหตุ ซึ่งหลักก็คือตำรวจ ส่วนที่ติดอาวุธได้ก็เป็นตามปกติของตำรวจที่ต้องดูแลความสงบเรียบร้อย ในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่จะดูแลในพื้นที่ที่มีการชุมนุมจริง เราจะให้อุปกรณ์การป้องกันตัวเป็นหลัก
ผู้สื่อข่าวถาม ว่า กังวลหรือไม่ที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงเลือกสถานที่ชุมนุมหลายจุด และแต่ละกลุ่มก็ไม่สามารถควบคุมกันเองได้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็มีความห่วงใยว่าครั้งนี้แตกต่างจากครั้งอื่นๆ คือมีหลายกลุ่มและจะอ้างว่าไม่ได้ขึ้นหรือประสานงานกันและกัน ด้วยเหตุผลนี้รัฐบาลจึงได้มีคณะทำงานเพื่อประสานกับกลุ่มผู้ชุมนุมขึ้นมา ซึ่งนายกอร์ปศักดิ์ก็พร้อมทำหน้าที่ดังกล่าว
ผู้ สื่อข่าวถามถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปลุกระดมสมาชิก ให้เตรียมออกมาเคลื่อนไหวยิ่งจะทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นไปอีกหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อยากขอร้องประชาชนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนก็ตาม ไม่ว่าจะมีความรู้สึกเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวการชุมนุมที่ จะมีขึ้นในวันที่ 12-14 มีนาคมนี้ เจ้าหน้าที่จะช่วยดูแลความสงบเรียบร้อย ขอให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ แต่ถ้ามีกลุ่มมวลชนอื่นเข้ามาเคลื่อนไหวและมีลักษณะขัดแย้งกันมีแต่จะทำ ให้การบริหารสถานการณ์ยากขึ้น จึงอยากจะขอความร่วมมือว่า อย่าให้มีกรณีของการปะทะกัน ซึ่งการประชุม กอ.รมน.วันนี้ก็มีการซักซ้อมว่าถ้ากรณีใดก็ตามเกิดมวลชนขึ้นมาในลักษณะจะทำ ให้เกิดความขัดแย้งหรือปะทะ ภาระหน้าที่ของเจ้าหน้าที่คือต้องเข้าไปแยกอย่าให้มวลชน 2 กลุ่มมีโอกาสปะทะกัน
“วันนี้มีหนังสือพิมพ์ และคอลัมนิสต์บางฉบับไม่ทราบว่าแกล้งไม่เข้าใจคำพูดของผมหรือเปล่า ไปพูดว่าผมชักชวนให้คนส่วนใหญ่ในสังคมขึ้นมาต่อสู้กับคนที่นิยมความรุนแรง ซึ่งความหมายของการต่อสู้ก็คือการใช้ความสงบสยบความรุนแรง ไม่น่าจะมีการนำไปบิดเบือน” นายกรัฐมนตรีกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในช่วงนี้คนกรุงเทพฯ จะใช้ชีวิตอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คิดว่า คนกรุงเทพฯก็ยังสามารถใช้ชีวิตตามปกติ ทางการก็จะแจ้งข่าวสารต่างๆ ให้รับทราบ เช่นปัญหาการจราจรหากมีคนเข้ามาชุมนุมจำนวนมาก ก็มอบหมายให้ทางกองบังคับการตำรวจจราจรออกข่าวประชาสัมพันธ์ตลอดเวลาใน เรื่องการใช้เส้นทาง มีทางเลี่ยงไหนบ้าง ก็ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารและให้ความร่วมมือกับเจ้า หน้าที่
ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ประชุม กอ.รมน.ประเมินอย่างไรกรณีที่มีข่าวว่าครอบครัวของพ.ต.ท.ทักิษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่าครอบครัวของพ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางออกไปต่างประเทศจริงหรือไม่ แต่อย่างกรณีเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายน 2552 ครอบครัวของอดีตนายกฯ ก็ไม่อยู่ในประเทศไทย “วันนี้คงต้องถามคุณทักษิณว่าชวนทุกคนให้อยู่ที่นี่ แต่คนใกล้ชิดตัวเองไม่ชวนอยู่”
ผู้สื่อข่าวถามว่า จากการประเมินสถานการณ์ทั้งหมดคิดว่าจะรัฐบาลผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้โดย อำนาจจะไม่เปลี่ยนมือหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ได้ครับ ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ว่าอำนาจจะเปลี่ยนมือหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเรารักษากติกาและความสงบเรียบร้อยบ้านเมืองไว้ได้ นั่นคือภารกิจที่สำคัญที่สุด และผมมั่นใจว่าแนวทางที่เรากำหนดไว้เป็นแนวทางที่ดีที่สุดและถ้าประชาชนให้ ความร่วมมือทุกอย่างก็จะผ่านไปได้ ซึ่งถ้าผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วยความสงบเรียบร้อยก็จะเป็นการพิสูจน์ความ แข็งแกร่งของสังคมไทย แต่ถ้าผ่านไปโดยไม่สงบเรียบร้อยประเทศก็จะเสียหายมาก ถ้าเป็นไปตามเป้าหมายของคนที่ต้องการให้เกิดความรุนแรงไม่มีใครชนะ ทุกคนจะสูญเสียทั้งหมด เศรษฐกิจของชาติก็จะยากต่อการฟื้นตัว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินเรียกร้องให้ทหารออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกเพื่อแก้ปัญหา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่อยากรื้อฟื้นเหตุการณ์เดิม แต่เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันซึ่งรวมทั้งพ.ต.ท.ทักษิณด้วย เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณ อ้างอิงถึงเหตุการณ์ช่วงเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา โดยไปกล่าวหา ผบ.ทบ.ความจริงช่วงที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตั้งคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง ( คตม.) ขึ้นโดยมีผบ.ทบ.ทำหน้าที่ เหตุการณ์การชุมนุมในวันนั้นบริหารจัดการกันอย่างไร ก็มาถึงจุดที่ คตม.ประชุมและมีมติออกมาโดยให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.เป็นคนแถลง ซึ่งใน คตม.ไม่ใช่มีแค่ ผบ.ทบ.ฝ่ายเดียว มีทั้งภาคเอกชน พลเรือน ประชุม แต่บังเอิญวันนี้ไม่มีเรื่องไปเทียบเคียง คตม.วันนี้มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งถ้าหากนายสุเทพประชุมแล้วบอกให้ตนทำอะไรเพื่อเป็นการรักษาความสงบ ตนก็ต้องพิจารณา
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าแสดงว่าการลา ออกหรือยุบสภาไม่ใช่ทางแก้ปัญหาใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงก็พูดแล้วว่าถ้ายุบสภาก็เป็นแค่หลักกิโลฯ แรกเท่านั้น แสดงว่าไม่ใช่เป้าหมาย เหมือนกับที่ก่อนหน้านี้ที่พูดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พอตกลงกันได้ก็เป็นฝ่ายที่บอกว่าไม่แก้แล้ว เพราะว่าเป้าหมายจริง ๆ มันไม่ใช่ ตนก็บอกกับทุกคนว่าขอให้ดูเป้าหมายที่แท้จริงของกลุ่มที่เรียกร้องว่าคือ อะไร แต่เอาเรื่องซึ่งไปอยู่ในใจของประชาชนบางส่วนเรื่องประชาธิปไตย เรื่องความเป็นธรรม มาเป็นตัวชู แต่จริง ๆ ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นก็ไม่อยากให้ใครตกเป็นเหยื่อของกลุ่มคนที่จะสร้างปัญหา ส่วนคนที่รักประชาธิปไตยต้องการแสดงออกเขาไม่สร้างปัญหาอยู่ แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า กำลังทหารและตำรวจที่จะใช้เข้ามาดูแลความสงบเรียบร้อยในระหว่างการชุมนุมมี จำนวนเท่าไหร่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พอสมควรแก่เหตุ ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้ความเข้าใจระหว่างกองทัพและรัฐบาลเห็นตรงกันมากกว่าช่วงที่เกิด เหตุการณ์เดือนเมษายน และการล้มประชุมอาเซียนหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สองเหตุการณ์ที่ผ่านมาก็ไม่มีปัญหาเรื่องความไม่เข้าใจกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ภายใต้สถานการณ์รุมเร้าเคยคิดถอดใจจากการทำหน้าที่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธว่า “ไม่ครับ ผมไม่มีสิทธิ์จะถอดใจ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการดูแลตัวผม แต่มันเป็นเรื่องการดูแลบ้านเมือง ผมมาทำหน้าที่ดูแลบ้านเมือง ดูแลประชาชน สิ่งที่ผมทำคือการรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมืองและประชาชน ไม่มีสิทธิ์ไปคิด อย่างอื่นต้องทำภารกิจนี้ให้ลุล่วง”
ผู้สื่อข่าว ถามถึงเหตุการณ์ลอบปาสิ่งปฏิกูลใส่บ้านพัก ซึ่งหลายคนมองไปถึงความสง่างามในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะถือเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่เจอกับสิ่งเหล่านี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนว่าเป็นการสะท้อนคนปามากกว่า ไม่ได้สะท้อนถึงคนที่อยู่ในบ้าน
ผู้ สื่อข่าวถามว่า จากนี้ไปจะกลายเป็นว่าใครมีปัญหาอะไรก็จะไปลงที่บ้านพักนายกรัฐมนตรี หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ทราบ และตนกล้าพูดว่าคนเป็นนายกรัฐมนตรีในอดีตหลายคน ซึ่งไม่อยากจะพูดว่านายกรัฐมนตรีทุกคนต่างก็มีคนไม่ชอบทั้งนั้น มีใครกล้าพูดหรือไม่ว่ามีนายกรัฐมนตรีคนไหนที่ทุกคนชอบและรัก แต่อยู่ที่ว่าคนไม่ชอบเขาจะปฏิบัติอย่างไร ซึ่งถ้าเราไปใช้ตรรกะที่ผิดก็จะตกเป็นเหยื่อ
ผู้ สื่อข่าวถามถึงกรณีการติดภาพสตรีวัย 23 ปีเป็นบุคคลพึงระวังไว้ที่บริเวณแผงเหล็กหน้าบ้านพัก นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่ทราบและยังไม่เคยเห็น ยังไม่ได้สอบถามทางเจ้าหน้าที่ที่อยู่ประจำเวรยาม เพราะไม่ทราบเรื่อง
ผู้ สื่อข่าวถามถึงการสั่งห้ามไม่ให้ประชาชนทั่วไปเดินบนทางเท้าริมรั้วบ้านพัก นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนก็พยายามอย่างเต็มที่ในการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน เพราะตนก็เกรงใจ แต่ก็อยากทวนความจำว่าตอนที่ตนเข้ามาทำหน้าที่ก็พยายามทำให้เป็นปกติมากที่ สุด รถกันกระสุนก็ไม่นั่ง นั่งวันแรกก็คือวันที่ไปยังกระทรวงมหาดไทย ถ้าวันนั้นไม่นั่งรถกันกระสุนวันนี้ก็คงไม่ได้มานั่งตรงนี้ ขบวนรถตอนแรกๆ ก็แทบจะไม่มี การดูแลทั้งในส่วนของที่พักหรือเวลาไปไหนมาไหนก็พยายามทำให้น้อยที่สุด แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากคนที่มาสร้างปัญหาโดยใช้ความรุนแรง มีคนกลุ่มหนึ่งที่ออกมาประกาศว่าให้ไปดำเนินการ ซึ่งถ้าเกิดอะไรขึ้นมันย่อมมีผลกระทบ ซึ่งไม่ใช่แค่ตัวของตน แต่มันกระทบต่อบ้านเมือง ต่อตำแหน่งของตน เพราะฉะนั้น ถ้าอยากให้ทุกอย่างกลับไปเป็นปกติ ก็ต้องไปเรียกร้องกับคนที่ยังชักชวนคนให้ใช้วิธีการไม่ปกติรุนแรงว่าต้อง หยุด ไม่เช่นนั้นก็ยังเป็นอย่างนี้ตลอดไป ไม่ใช่เฉพาะตนคนเดียว จากนี้ไปถ้าคิดแบบว่าใครไม่ชอบกันก็ยุยงส่งเสริมให้มาทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ละเมิดกฎหมายเรื่องก็ไม่มีจบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ศูนย์บัญชาการยังคงจะใช้ที่กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1 พัน 1 รอ.)หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวปฏิเสธว่า “ไม่ใช่” ผู้สื่อข่าวถามว่า พอจะเปิดเผยได้หรือไม่ว่าจะมีศูนย์บัญชาการอยู่ที่ไหน นายกรัฐมตรี กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วจะเรียนให้ทราบ
ผู้สื่อข่าวถาม ว่า นายกรัฐมนตรีจะย้ายไปอยู่ในเซฟเฮ้าส์หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ยังครับ และไม่ทราบความหมายของเซฟเฮ้าส์ ถึงเวลาที่มีสถานการณ์ ผมก็คงจะอยู่กับคนที่ทำงานเกือบตลอด อย่างเหตุการณ์เดือนเมษายน 2552 ผมก็แทบไม่ได้นอนตลอดระยะเวลา ได้นอนประมาณ 2 ชั่วโมง”
ผู้ สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของทำเนียบรัฐบาลจะมีการขนย้ายสิ่งของออกหรือยัง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ เพราะตนไม่ค่อยมีของอยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการสำรองพื้นที่หากไม่สามารถเข้าทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลได้หรือยัง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ยัง ไม่มีครับ”
ผู้สื่อ ข่าวถามว่า วันนี้จะให้ประชาชนติดตามสถานการณ์และเชื่อข้อมูลจากฝ่ายไหนเพราะมีการให้ ข่าวโทษกันไปมา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องดูที่ข้อเท็จจริง สื่อมวลชนสามารถช่วยได้ มีอุปกรณ์ เครื่องมือ เทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งสามารถช่วยได้
ผู้สื่อข่าวถามถึงข่าวการกว้าน ซื้อชุดทหารจำนวนมากตามตลาดต่างๆ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้รับเสียงสะท้อนมาว่ามีการซื้อขายชุดทหารจำนวนมากจริง จึงขอย้ำว่าถ้ามีข่าวสาร ข้อมูลอะไร ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันกลั่นกรอง อาจจะมีคนคิดสวมรอยแต่รัฐบาลก็พร้อมป้องกันและหามาตรการรองรับ ซึ่งมาตรการต่างๆ ของภาครัฐจะเช่นเดียวกับช่วงเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา เราจะทำให้โปร่งใสที่สุด สื่อจะเป็นพยานได้
นายก รัฐมนตรียังกล่าวถึงปัญหาแรงงานต่างด้าวที่อาจเข้ามาร่วมชุมนุมว่า เรื่องของแรงงานต่างด้าวอยู่ในช่วงการจัดระเบียบ มีการขึ้นทะเบียนพิสูจน์สัญชาติ แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาถือว่าเราได้ให้โอกาสทางเศรษฐกิจ ถ้าเข้ามาแล้วไปใช้ในโอกาสที่ผิดก็จะเสียโอกาสในอนาคต
ผู้ สื่อข่าวถามถึงการดำเนินการทางคดีกับพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งล่าสุดทางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต้องการที่จะมีการแลกตัวผู้ร้ายข้ามแดน ระหว่างกัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีการดำเนินการตามขั้นตอน ทางกระทรวงการต่างประเทศกำลังดำเนินการอยู่
โดย กลุ่มยุทธศาสตร์และแผนการประชาสัมพันธ์ สำนักโฆษก
ที่มา - รัฐบาลไทย




